บทเรียนจากคดีทางการแพทย์สิ่งที่แพทย์ควรรู้และไม่ควรมองข้าม

กรณีพิพาททางการแพทย์ที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจ ขอบเขตวิชาชีพ มาตรฐานการรักษา และความรับผิดชอบทางกฎหมาย ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คดีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ตั้งใจผิด” แต่มักเกิดจากความประมาท การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือการละเลยมาตรฐานเพียงเล็กน้อย ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เรื่องลุกลามเป็นคดีได้

ต่อไปนี้คือ 4 คดีตัวอย่าง พร้อมบทเรียนที่สำคัญสำหรับวิชาชีพแพทย์

1. คดี “ร้อยไหมไม่ตรงปก” – ผลไม่ร้ายแรง แต่ผิดมาตรฐานก็ฟ้องได้

คดีนี้เกิดจากผู้รับบริการทำหัตถการ “ร้อยไหม” โดยมีความคาดหวังตามรูปโฆษณา แต่ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่สื่อไว้ แม้จะ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่ศาลมองว่า

  • แพทย์ไม่ได้อธิบายความคาดหวังที่เป็นจริง
  • ผลลัพธ์ไม่ตรงกับสิ่งที่นำเสนอต่อผู้รับบริการ
  • เป็นการปฏิบัติที่ “ไม่อยู่ในมาตรฐาน”

ศาลจึงตัดสินให้ผู้ให้บริการต้องรับผิด แม้ตัวผู้ป่วยไม่ได้บาดเจ็บก็ตาม

บทเรียนสำคัญ

  • ผลลัพธ์ไม่ต้อง “แย่” ก็ฟ้องได้ ถ้าขาดมาตรฐานหรือสื่อสารเกินจริง
  • การโฆษณาควรอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่รับประกันผลลัพธ์
  • หัตถการด้านความงามมีความคาดหวังสูง ต้องสื่อสารก่อนทำอย่างโปร่งใส

2. คดี “คลอดติดไหล่” – ผู้ป่วยปฏิเสธผ่าคลอด แต่ศาลยังเห็นว่าแพทย์ผิด

กรณีนี้ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อ Shoulder Dystocia (ศีรษะคลอด แต่ไหล่ติด) แพทย์ได้แนะนำให้ผ่าคลอดแต่ผู้ป่วยปฏิเสธ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนจริง

แม้ผู้ป่วยจะ “ปฏิเสธวิธีที่ปลอดภัยกว่า” แต่ศาลยังตัดสินว่าแพทย์ผิด เพราะ

  • แพทย์ไม่ได้บันทึกรายละเอียดการอธิบายความเสี่ยงอย่างครบถ้วน
  • ไม่มีหลักฐานว่าผู้ป่วยเข้าใจความเสี่ยงทั้งหมด
  • แพทย์ไม่จัดการภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

บทเรียนสำคัญ

  • การปฏิเสธของผู้ป่วย ไม่ใช่เกราะป้องกันแพทย์ หากเอกสารไม่ชัด
  • Informed Consent ต้อง “ครบถ้วนและพิสูจน์ได้”
  • ภาวะฉุกเฉินต้องมีการเตรียมพร้อมและบันทึกอย่างละเอียด

3. คดี “พยาบาลให้น้ำเกลือวิตามิน” – เกินขอบเขตวิชาชีพ ผิดทั้งพยาบาลและแพทย์

ในหลายกรณี พยาบาลเป็นผู้ให้สารน้ำและวิตามินแบบ IV แต่หัตถการนี้ถือว่า อยู่นอกขอบเขตวิชาชีพพยาบาล และต้องมีแพทย์ผู้รับผิดชอบโดยตรง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง
ผลคือ

  • พยาบาลถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติงานเกินขอบเขตวิชาชีพ
  • แพทย์ถูกดำเนินคดีฐาน มอบหมายงานไม่เหมาะสม และละเลยหน้าที่

บทเรียนสำคัญ

  • งานใดอยู่นอกขอบเขตของพยาบาลหรือผู้ช่วยแพทย์ ไม่สามารถมอบหมาย
  • หัตถการ IV Vitamin ต้องมีการประเมินโดยแพทย์ทุกครั้ง
  • แพทย์ต้องกำกับการรักษาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเซ็นเวชระเบียน

4. คดีต่างประเทศ “หมอ Inotler” – ความต่างระหว่าง “ผิดพลาดโดยไม่เจตนา” กับ “เพิกเฉยต่อความเสี่ยง”

คดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่มักถูกยกตัวอย่างในต่างประเทศ แพทย์ผู้หนึ่งทำหัตถการที่มีความเสี่ยงสูงและประกอบด้วยขั้นตอนละเอียด แต่กลับเพิกเฉยต่อสัญญาณอันตรายหลายครั้ง ทั้งที่สามารถป้องกันได้

ศาลแยกความผิดออกเป็น 2 ประเภท

  1. ความผิดพลาดที่เกิดจากเจตนาดี แต่ขาดความรอบคอบ → ความรับผิดทางแพ่ง
  2. รู้ความเสี่ยงแล้ว แต่ยังเพิกเฉย หรือฝืนทำต่อ → ความผิดทางอาญา

บทเรียนสำคัญ

  • ความผิดพลาด (Error) ไม่เท่ากับอาชญากรรม (Crime)
  • แต่ถ้า “เพิกเฉย” ทั้งที่รู้ความเสี่ยง จะกลายเป็นความผิดอาญาได้
  • ความระมัดระวังและการสื่อสารคือหัวใจของมาตรฐานการรักษา

บทสรุปบทเรียนรวมที่แพทย์ทุกคนควรรู้

คดีตัวอย่างสะท้อนประเด็นร่วมกันว่า

  • มาตรฐานวิชาชีพเป็นสิ่งที่ “พิสูจน์ได้” ไม่ใช่สิ่งที่คิดเอง
  • การสื่อสารที่ไม่ครบถ้วนคือสาเหตุหลักของคดีแพทย์
  • ผลลัพธ์ไม่จำเป็นต้องเลวร้ายก็สามารถฟ้องได้ หากขั้นตอนผิดมาตรฐาน
  • เอกสารและเวชระเบียนมีความสำคัญสูงมาก
  • การมอบหมายงานผิดคนสามารถทำให้แพทย์ถูกดำเนินคดีได้
  • การเพิกเฉยต่อความเสี่ยง คือสิ่งที่ศาลไม่อาจยอมรับ

บทเรียนเหล่านี้ตอกย้ำว่า แพทย์ต้องยึดหลักมาตรฐาน จริยธรรม และการสื่อสารอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องทั้งผู้ป่วยและตนเองจากความเสี่ยงทางคดี

ที่มา

  • เสวนาออนไลน์ เรื่อง ขอบเขตการปฏิบัติของแพทย์ความงามและเสรีภาพภายใต้กรอบความยินยอม โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อาจารย์ประจำสาขากฎหมายการแพทย์ คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ แพทยศาสตร์ สูติศาสตร์นรีเวชวิทยา บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ประกาศนียบัตรทนายความ เนติบัณฑิตไทย นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต