ลดข้อร้องเรียน ลดคดี หลักการบริหารข้อพิพาทสำหรับแพทย์

ข้อพิพาททางการแพทย์เป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนมีโอกาสเผชิญ ไม่ว่าจะเกิดจากผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามคาด การสื่อสารคลาดเคลื่อน ความเข้าใจผิด หรือความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน การรู้เท่าทันวิธีบริหารจัดการข้อพิพาทตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระดับคดี จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสามารถลดความสูญเสียทั้งทางกฎหมาย จิตใจ และชื่อเสียงของแพทย์ได้อย่างมาก

บทความนี้สรุปหลักการจัดการข้อพิพาท พร้อมแนวทางการรับมืออย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย

1. การรับรู้และประเมินสถานการณ์
เมื่อมีข้อร้องเรียนหรือสัญญาณของความไม่พอใจจากผู้ป่วยหรือญาติ ขั้นตอนแรกคือ การรับรู้อย่างไม่ปฏิเสธ
สิ่งที่แพทย์ควรทำ ได้แก่

  • รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่โต้เถียงทันที
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเวชระเบียน บันทึกการสื่อสาร และแนวทางการรักษาที่ใช้
  • ประเมินระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ว่าอยู่ในระดับ “ไม่พอใจทั่วไป – ข้อร้องเรียน – ข้อพิพาท – คดี”

การประเมินอย่างรอบด้านทำให้แพทย์สามารถเลือกวิธีจัดการที่เหมาะสมที่สุด

2. การเจรจาเบื้องต้น (Initial Communication)

การสื่อสารอย่างมืออาชีพในช่วงแรกมีผลอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

แนวปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่

  • อธิบายข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง
  • แสดงความเข้าใจต่อความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ
  • หลีกเลี่ยงคำพูดโทษผู้อื่นหรือปกป้องตนเองเกินควร
  • หากมีข้อผิดพลาดจริง ควรยอมรับด้วยความสุภาพและรับผิดชอบตามสมควร

การเจรจาที่เหมาะสมสามารถทำให้ข้อพิพาทจำนวนมาก ไม่พัฒนาไปเป็นคดีฟ้องร้อง

3. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation)

การไกล่เกลี่ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อพิพาททางการแพทย์ โดยเฉพาะ คดีแพ่ง

ข้อดีของการไกล่เกลี่ย ได้แก่

  • ลดเวลาและค่าใช้จ่าย
  • รักษาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์–ผู้ป่วย
  • ป้องกันความเสียหายต่อชื่อเสียง
  • ได้แนวทางแก้ไขที่ทุกฝ่ายยอมรับ

เงื่อนไขสำคัญ
ผลการไกล่เกลี่ยควรทำเป็น สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ผู้มีอำนาจรับรองลงนาม เพื่อให้มีผลตามกฎหมาย

4. ข้อจำกัดของการไกล่เกลี่ยในคดีอาญา

แม้การไกล่เกลี่ยจะช่วยยุติคดีแพ่งได้ แต่ คดีอาญาไม่สามารถปิดได้ด้วยการเจรจาเพียงอย่างเดียว

หากมีความผิดตามกฎหมายอาญา เช่น

  • ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
  • ขาดความระมัดระวังอย่างร้ายแรง
  • ใช้อุปกรณ์หรือยาที่ผิดกฎหมาย

ไม่ว่าฝ่ายผู้ป่วยจะยอมความหรือไม่ คดีก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม การเยียวยาและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายอย่างจริงใจ อาจช่วยให้ศาลพิจารณา ลดโทษ ได้

5. การดำเนินคดีและการเตรียมตัว (Litigation Management)

  • หากข้อพิพาทเข้าสู่ขั้นตอนคดี สิ่งที่แพทย์ควรทำคือ
  • ติดต่อทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีแพทย์
  • จัดเตรียมเวชระเบียนและเอกสารประกอบทั้งหมด
  • รวบรวมพยานบุคคล เช่น พยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ หรือแพทย์ร่วมดูแล
  • เตรียมคำอธิบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ
  • หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลในโลกออนไลน์หรือสื่อสังคม

การเตรียมตัวที่ดีช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

6. การแสดงความรับผิดชอบและการเยียวยา

แม้ไม่มีการยอมรับความผิด การแสดงความเห็นใจ ความโปร่งใส และการเยียวยาตามสมควร เช่น

  • ช่วยค่ารักษาเพิ่มเติม
  • ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
  • สนับสนุนการส่งต่อ

สามารถช่วยลดความโกรธ ความไม่พอใจ และเพิ่มโอกาสปิดเรื่องโดยไม่ต้องถึงขั้นฟ้องร้อง

งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า แพทย์ที่สื่อสารดีและรับผิดชอบเหมาะสม มักถูกฟ้องน้อยกว่า แม้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม

7. การป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

หลักสำคัญคือ

  • สื่อสารอย่างมืออาชีพ
  • บันทึกเวชระเบียนครบถ้วน
  • ทำ Informed Consent อย่างแท้จริง
  • ตรวจสอบมาตรฐานหัตถการและความพร้อมของสถานที่
  • เคารพสิทธิผู้ป่วย
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่มั่นใจ
  • ข้อพิพาทจำนวนมากสามารถป้องกันได้ หากแพทย์ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

บทสรุป

ข้อพิพาททางการแพทย์อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่การรับมืออย่างเป็นระบบ—จากการสื่อสาร การเจรจา การไกล่เกลี่ย ไปจนถึงการเตรียมพร้อมในคดี—สามารถลดผลกระทบและทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้อย่างเหมาะสม

ในที่สุด “ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพ” คือหลักสำคัญที่ช่วยปกป้องทั้งผู้ป่วยและแพทย์ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพเวชกรรมในระยะยาว