เสวนาออนไลน์ “หมอแขวนป้าย กับ การลงโฆษณา” โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ นพ.อธิพงศ์ พลชัย และพญ.สุธิดา อารยเมธี

สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการเสวนาออนไลน์ “หมอแขวนป้าย กับ การลงโฆษณา” โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ นพ.อธิพงศ์ พลชัย และพญ.สุธิดา อารยเมธี เมื่อวันจันทร์ 17 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 20:00 – 21:00 น. ผ่าน ZOOM

1. การรีวิวหรือถือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์บนโซเชียลมีเดีย

แพทย์ไม่สามารถถือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ออกสื่อ แม้ไม่ได้พูดชื่อผลิตภัณฑ์ เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการโฆษณาโดยปริยาย ซึ่งผิดกฎระเบียบของแพทยสภา

2. การแสดงตัวตนของแพทย์เพื่อการโฆษณา

แพทย์ที่แสดงตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น Weight Loss Specialist) เพื่อขายอาหารเสริม ถือว่าผิดระเบียบการรีวิวผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในฐานะบุคคลทั่วไป แม้ไม่ระบุว่าเป็นแพทย์ แต่หากมีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงให้รู้ว่าเป็นแพทย์ อาจถือว่าผิดกฎหมาย

3. การใช้สารเสริมอาหารและการจ่ายยา

หากแพทย์ใช้สารเสริมอาหารในปริมาณสูงกว่าที่ อย. กำหนด หรือจ่ายสมุนไพรที่ไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียน ถือว่าเสี่ยงผิดกฎหมาย การปรุงยาเฉพาะบุคคลต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ อย.

4. การโฆษณาคลินิกและสินค้าหรือบริการ

หากคลินิกขายอาหารเสริมโดยไม่มีแพทย์อยู่หน้าสื่อ แต่ยังมีการโฆษณาในนามคลินิก อาจเข้าข่ายผิดระเบียบ การใช้บุคคลากรของคลินิก (เช่น พนักงาน) โฆษณาโอ้อวดสินค้าและบริการ อาจส่งผลให้แพทย์เจ้าของคลินิกมีความผิดตามกฎหมาย

5. การเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาชีพและการศึกษา

การระบุวุฒิการศึกษา เช่น M.Sc. in Dermatology บนสื่อออนไลน์ อาจต้องพิจารณาความหมายของ “สาธารณชน” และจำนวนผู้เข้าถึง แพทยสภาควรกำหนดนิยามให้ชัดเจนเพื่อลดความสับสน

6. การโฆษณาราคาและโปรโมชั่น

การลงข้อมูลราคาผลิตภัณฑ์ เช่น โบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อบนเพจเฟซบุ๊ก ถือว่าเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การแจ้งรายละเอียดในช่องทางส่วนตัว ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ทำได้

7. การทำคอนเทนต์ให้ความรู้ทางการแพทย์

การโพสต์ภาพขณะอบรมการใช้เครื่องมือแพทย์หรือเลเซอร์ หากไม่มีคำบรรยายที่เป็นการโฆษณา อาจอยู่ในขอบเขตที่ทำได้ การทำคลิปพาชมอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้เพื่อนแพทย์ สามารถทำได้หากไม่มีการโฆษณาเกินจริง การระบุเวลาทำงานและสถานที่ออกตรวจบนเพจ อาจถูกตีความว่าเป็นการโฆษณา

8. การตั้งคำถามต่อแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มีการเรียกร้องให้แพทยสภากำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน การเปิดเวทีสนทนากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สบส. อาจช่วยให้แพทย์ได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้น

สรุป

แพทย์ต้องระมัดระวังในการสื่อสารทางการแพทย์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเรื่องการโฆษณา การรีวิว และการเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดกฎระเบียบของแพทยสภาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง